W4-AS งานในห้องเรียน

W4-AS งานในห้องเรียน

มีฉากมา แล้วให้บรรยายตัวละคร และการพบกับตัวละครนั้นๆ ภายใน 10 นาที

SD: 1

หลักจากพวกเราแหกคุกที่กักขังพวกเรามานับสามปี สิ่งแรกที่ผมกับมิกะน้องสาวของผมคิดถึงเป็นแรก คือ เมืองของบ้าน บ้านของพวกเรา และคุณพ่อคุณแม่ที่รออยู่ที่บ้าน เราทั้งคู่ขโมยรถและรีบขับมัน เพื่อกลับมาถีงบ้านให้เร็วที่สุด แต่สิ่งที่เห็นนั้นผิดไปจากที่คิดเอาไว้ ไม่สิต้องบอกว่าพวกเรารู้อยู่แล้วละว่ามันต้องเป็นแบบนี้ แค่พวกเราไม่อยากยอมรับมันว่า เมืองของพวกเราจบสิ้นไปแล้ว

มิกะวิ่งออกไปออกจากผมไปยังที่ถนน เธอยื่นนิ่งไม่ส่งเสียงพูดใดๆ แต่น้ำตาก็ไหลออกมาข้างๆ เมื่อเห็นภาพเดียวกับผมที่ไม่อาจยอมรับได้ ภาพที่เมืองของพวกเราล่มสลายไปแล้วด้วยการบุกรุกของปีศาจที่ทำลายเมืองภายในวันเดียว แท่งเหล็กที่แทงทะลุตึกไปทั่ว รถที่ถูกบี้จนพัง รวมทั้งถนนที่เสียหาย แตกกระจาย และบ้านพวกเราที่อยู่ตรงนั้น จากบ้านที่แสนอบอุ่น กลายเป็นเพียงเศษซากของความเสียหายของสิ่งของ

SD: 2

สิ่งที่ฉันกับยูกิต้องการก็มีแค่พวกเราสองคนและท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาวก็พอแล้วเท่านั้น เสียงเพลงที่ยูกิเล่นนั้นช่วยทำให้ฉันลืมว่าเคยต้องผ่านอะไรมา เคยฆ่าคนมามากแค่ไหน กว่าสิบที่แล้วที่พวกเราทำงานในกองทัพมา ทุกวันคือนรกที่เต็มไปด้วยความเหน็ดเหนื่อยและเจ็บปวด หากมิใช่ความเจ็บใจของฝ่ายเราก็จะเป็นความเจ็บใจของข้าศึก วนหมุนเวียนกันไป และในวันนี้ชัยชนะก็เป็นของพวกเรา

ท้องฟ้าในวันนี้เต็มไปด้วยดาวดาวสีขาวสว่างไปหมด งดงามต่างกับรรยากาศบนพื้นดินที่มีแต่เศษซากความเสียหายของการต่อสู้ที่เกิดขึ้น ซากความเสียหาย เปลวไฟที่ยังไม่ดับ แต่อย่างใดก็ตามพื้นที่ไม่ได้มีความหายนะ มันยังมีดอกลิลี่บานเย้ยแสงอยู่ เป็นสิ่งที่ประดับให้ฉันกับยูกิระหว่างที่นั่งชมดาวอยู่บนรถถังของพวกเรา

SD: 3

สิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนเลย เวลาผมเดินกลับบ้านตอนฝนตกคือริมกำแพงบ้านนี้จะมีผีที่มาคอยถือร่มสีแดงให้ ตอนแรกที่เห็นผมก็กังวลว่าผีตัวนี้เป็นปีศาจร้ายหรือไม่ หากกใช้ผมก็จำเป็นต้องรีบกำจัดทิ้ง เพื่อความปลอดภัยของทุกคน แต่แท้จริงแล้วกลับต่างจากที่ผมคิด ผมได้เข้าไปคุยกับผีตัวนั้นได้ความว่า เค้าเป็นวิญญาณติดที่ ที่ตายเพราะว่าสูญเสียลูกไปในวันฝนตก ลูกเค้าไม่มีร่สมแล้วเดินกลับบ้านจนเป็นปอดบวมตาย เข้าทำใจไม่ได้จึงฆ่าตัวตายตาม และกลายเป็นผีเฝ้าที่อยู่แถบนี้

เมื่อเจอกันวันนี้อีกครั้งเขาไม่ได้ทำร้ายผมหรือเด็ก แต่กำลังถือร่มให้กับเด็กตัวน้อยๆ ที่ใส่เสื้อกันฝนสีเหลือง ที่กำลังถือข้าวกล่างกลับบ้าน แม้ภาพลักษณ์ของเขาอาจจะไม่อ่อนโยน ดูน่ากลัว แต่ผมก็รับรู้ได้ว่าเขาเป็นห่วงเด็กคนนี้มาก ผมจึงปล่อยเขาไปพร้อมกับพยักหน้าทักทาย และเดินจากไป

SD: 4

ใกล้ยอมอาทิตย์จะดับแสง หลังจากอาจารย์ให้พวกเราในชมรมวาดรูปออกมาวาดรูปนอกสถานที่เป็นเวลากว่า 4 ชั่วโมง ในที่สุดภาพของผมก็เสร็จสมบูรณ์ พวกเราจึงได้แลกเปลี่ยนกันดูผลงาน ระหว่างที่ผมกำลังพิจารณาภาพของเพื่อน มิซากิก็เดินเข้ามาที่ภาพที่ผมวาดเอาไว้ ใบหน้าของเธอสงบนิ่งดูเหมือนคนที่กำลังซึบซับความรู้สึกของธรรมชาติทั้งปวง มิซากิมองสลับไปมาระหว่างภาพวาด และบรรยากาศจริงๆ ในยามเย็นนี้ แล้วก็หลับตาลง พร้อมกับเอยคำเบาๆ ว่า

“นี่มันคือความผิดพลาด”

ทันที่ที่เธอพูดจบก็เอามือที่เปียกน้ำลูบไปที่ภาพ ทำให้ภาพของผมที่สมบูรณ์แบบ เปียกไปด้วยรอบน้ำจากมือเธอ ท้องฟ้าที่มืดครึมในภาพ กลายเป็นเมฆที่มีสายน้ำไหลเทตกลงมา

“ทำอะไรของเธอนะมิซากิ รูปของฉันเปียกเละไปหมดแล้ว”

ผมตะโกะสอบถามมิซากิทันทีที่เห็นการกระทำของเธอ แต่เธอก็ไม่ตอบ และหลับตาลงนิ่งๆ สัมผัสรูปอยู่แบบนั้นเป็นเวลานาน

SD: 5

เมื่อเดินเข้ามาถึงเมืองเวล ซึ่งเป็นเมืองที่ฉันต้องมารับภารกิจในคราวนี้ เมืองเวลเป็นเมืองที่เหมือนยุโรปในยุคเก่ารอบตัวของฉันเต็มไปด้วยรถส่วนตัวที่ใช้ม้าในลาดขับเคลื่อนเต็มเส้นทาง เหล่าชายหนุ่มล้วนแต่งตัวสุภาพใส่ชุดสูทสีดำหรือน้ำเงินสลับกันไป สุภาพสตรีรอบตัวล้วนใส่กระโปรวงยาวถึงเท้า มีหลากหลายสี แต่ก็เป็นสีที่อ่อนโยน สีเขียวบ้าง น้ำตาลบ้าง เหลืองบ้างปะปนกันไป

ตัวฉันก็เดินมาพร้อมกระเป๋าใบโปรดเช่นเดิม ถึงใบจะใหญ่แต่ฉันเองก็ไม่เคยรังเกลียดและเบื่อที่จะนำมันมาด้วย เพราะข้างในกระเป๋าใบนี้มีอุปกรณ์ล้ำค่ำที่ช่วยตอบสนองความฝันของฉัน แลัความฝันของผู้ว่าจ้างที่จะเนรมิตสร้างจดหมาย เพื่อสื่อใจไปให้คนรับ

นอกจากผู้คนในบ้านเมือง ฉันก็สังเกตเห็นผู้หญิงคนหนึ่งที่ตั้งใจแจกโบชัวอย่างแข็งขัน แม้ว่าแทบจะทุกคนจะเมินของจากเธอ แต่ฉันก็ไม่สามารถเมินได้ จึงได้เดินเข้าไปหาเธอ และรับโบชัวมา พร้อมเดินหน้าต่อไปยังบ้านของผู้ว่าจ้าง

SD: 6

ขณะที่ผมเดินตามแอพ Google Map เพื่อมายังที่พักในเกียวโต อีกไม่กี่ร้อยเมตรก็น่าจะถึงจุดที่ปักเอาไว้ หลังจากเลี้ยวขวาข้าหง้นา ผมก็เจอเธอ ยูนะเพื่อนที่ผมนัดเอาไว้

ยูนะกำลังเอามือพยายามที่จะจับขนนกที่ปริ้วตกลงมา รอบข้างเธอตอนนี้คือโรงแรมตามฉบับเกียวโตที่มีการตกแต่งด้วยหินเป็นหลัก มีรั้วทำมาจากไม้ อาคารมีสองชั้น มีความหรูหรา ราคาแพงมากกว่าที่โรงแรมที่ผมจองมามากนัก

“ทำอะไรอยู่ ยูนะ”

ผมส่งเสียงทักยูนะที่กำลังเหม่อ

“ขอเวลาสักครู่นะชินจิ ฉันกำลังจับพวกขนนกนี้ให้ได้ มันสวยมากเลย”

ยูนะพยายามกระโดดเพื่อคว้าขนนกดังกล่าว จนชุดของเธอเละไปหมด และหมวกไหมพรมที่ใส่ก็หล่นลงมา

SD: 7

ผ่านไปมากกว่า 10 ปีหลังจากผมและเนียร์ออกจากบ้านเกิดไป ในคราวนี้เนียร์จำเป็นต้องกลับมาเพราะงานศพของคุณยาย ระหว่างที่เรากำลังค่อยๆ เดินกลับไปที่บ้านกันนั้น เธอก็ได้หยุดลง และเดินไปที่ของเล่นข้างหน้า

“ชินจิจำได้ไหม ชิงช้าที่เรามาเล่นด้วยกันตั้งแต่เด็กๆ ไง”

“จำได้สิ ที่เนียร์เคยล้มลงมาด้วย”

“บ้า จำแต่เรื่องแย่ๆ นะนายเนี้ย”

หลังจากพูดเสร็จ เนียร์ก็ลงไปนั่งที่ชิงช้าตัวนั้นและเริ่มแกว่งช้าๆ ในวันนี้เธอใส่ชุดเสื้อเชิ้ตสุภาพสีขาว และกางเกงยีนต์ที่แปลกตาไปจากปกติ เพื่อตั้งใจจะไปบ้านย้ายต่อทันทีหลังจากกลับบ้าน

“หนักขึ้นขนาดนี้ ไม่กลัวชิงช้าพังลงมาบ้างหรอไง”

หลังจากผมแซวเนียร์ เธอก็หยุดเล่น และเดินเข้ามาหยิกแก้มผมอย่างรุนแรงแทน

SD: 8

ผมเดินตามมายะมายังสถานีรถไฟฟ้าใหม่ที่เพิ่งสร้างเสร็จ สถานีนี้แตกต่างกับที่อื่นตรงที่มีความสูงจากพื้นดินมากกว่าที่อื่น แทบจะเรียกว่าหากเรามองจากโซนรอรถไปฝังใน เราจะเห็นแต่ท้องฟ้าและเมฆสูงโดดเด่นมากเลยทีเดียว แต่อย่างไรก็ตาม มายะที่เป็นคนชวนผมมาก็ดูไม่ได้สนใจกับวิวข้างหน้า เธอเดินซอยเท้าอย่างรวดเร็ว ให้ไปถึงข้างหน้าสุดซึ่งเป็นขบวนแรกของรถไฟ

“เดินไม่รอกันเลย มายะ”

“ก็นายเดินช้าเองนิน่า ฉันหนาวจะแย่และ ขอมาหลบอุ่นๆ แล้วค่อยไปดูวิวบนรถไฟดีกว่า”

หลังจากพูดจบ เธอก็มือสอดไปในเสื้อกันหนาวสีดำของเธอ ที่ครอบชุดนักศึกษาทั่วไป

“ผู้หญิงนี่นะ ถึงจะบอกตัวเองหนาว แต่ก็ใส่กระโปรงสั้นเชียว แทบจะปิดไม่อยู่อยู่แล้ว”

“ถ้าไม่ชอบก็ไม่ต้องมอง ไอ้ผู้ชายบ้ากาม”

SD: 9

วันนี้คงจะเป็นวันที่มนุษย์ชาติจบสิ้น ข่าวต่างๆ ล้วนประกาศเตือนภัยเรื่องเดียวกัน การปรากฏตัวของปราสาทลอยฟ้าเหนือเมืองกรุงเทพมหานตร ทันที่ที่ปราสาทปรากฏตัวขึ้นก็สร้างความหวาดวิตกให้กับคนทั้งเมืองที่ยอดของปราสาทมีสัญลักษณ์และปีกเหมือนมังกรดำที่ยิงเลเซอร์ออกมา ทำให้หลายจุดในเมือง เกิดการระเบิดขึ้น

หลังจากยิงเลเซอร์แล้ว มันก็ยังไม่หยุดแค่นั้น ยังลอยไปเรื่อยๆ ด้วยนวัตกรรมที่ไม่มีนักวิทยาศาสตร์คนใดสามารถบอกได้ว่าลอยได้อย่างใด แต่ก็ตั้งข้อสงสัยว่าน่าจะเป็นหินที่อยู่ด้านล่างที่เปร่งประกายสวยงามดังอัญมณีในมหาสมุทร

SD: 10

“ความฝันของฉัน คือ การบินได้อย่างนก”

อาจจะเป็นเรื่องปกติที่ทุกคนเคยมีความฝันแบบนี้สักครั้งหนึ่ง แต่กับฉันแล้วฉันต้องการไขว้คว้ามันมากที่สุด ชีวิตของฉัน เกิดมาพร้อมกับการพิการขาซ้ายแต่กำเนิด มีแต่ชีวิตที่ไม่สมบูรณ์

“ไม่ได้เล่นกับเพื่อน เธอมันเป็นตัวถ่วง”

“ไม่ได้ลงแข่งกีฬาสี เพราะฉันวิ่งไม่ได้”

“ไม่ได้ทำงานพิเศษ เพราะที่ทำงานไม่รับ และเลิกพิจารณาใบสมัคร เมื่อรู้ว่าฉันพิการ”

“ฉันไม่มีอะไรเหมือนคนปกติเลย”

เธอเองได้แต่บ่นอยู่อย่างนั้น หลังจากวันนี้ก็ถูกปฏิเสธจากการสัมภาษณ์งาน เธอจึงได้มายืนดูเครื่องยิงพร้อมกับคิดถึงความฝันนี้มากขึ้น ถึงแม้ว่ามันจะไม่มีทางเป็นความจริงก็ตาม

SD: 11

“สถานีต่อไป นาคากิซาวะ สถานีต่อไป นาคากิซาวะ โปรดก้าวเท่าอย่างระวังด้วยนะครับ”

หลังจากเสร็จสิ้นหน้าที่หลักในการบอกสถานีของผม ก็มีเวลาพักราวๆ 5 นาที เนื่องจาก เป็นสถานีบ้านนอก รถจึงได้จอดนานกว่ารถในเมืองที่ต้องเร่งอย่างวุ่นวาย

บรรยากาศในวันนี้ท้องฟ้าเปิดมีเมฆบ้างเล็กน้อย รอบข้างเริ่มมีต้นซากุระประดับเรียงรายเต็มไปรอบสถานี ภายในสถานีเองค่อนข้างเงียบเหงา สมเป็นเมืองบ้านนอกของประเทศญี่ปุ่น

ในระหว่างที่สอดส่องไปทั่วนั่นผมก็ได้พบกับเธอ เด็กสาวตัวสูงใส่ชุดพลีสยาวมีเสื้อคลุมสีน้ำเงิน ใบหน้าของเธอช่างเรียวยาวผิวชาว ในมือกำลังจับกระเป๋าอย่างไม่มั่นใจ เมื่อสังเกตเห็นผมเธอก็ยิ้มให้ ผมจึงได้ยิ้มตอบกลับ และพูดด้วยน้ำเสียงเบาๆ ว่าน่ารักจังเลย

SD: 12

หลังจกาทำงานที่นี่กว่า 1 เดือน ในที่สุดคุณหนูก็ยอมให้ดิฉันก้าวเข้าห้องคุณหนูได้สักที ฉันสงสัยมานานว่าห้องของเจ้าหญิงอลิสที่อยู่ในปราสาทใหญ่นี้จะเป็นอย่างไร ความสงสัยนี้ต่างกัดกร่อนความคิดของฉันมาตลอด 1 เดือน ตั้งแต่เข้าทำงานมา

ทันทีที่เปิดประตูก็พบว่าห้องนี้ไม่ได้ใหญ่โตเลยเมื่อเทียบกับพื้นที่ทั้งปราสาทที่พวกเราอาศัยอยู่ มีกระจกบานใหญ่ที่เปิดกว้างเห็นไปยังปราสาทด้านบน และพระจันทร์ดวงโตส่องสว่าง

ภายในห้องมีตุ๊กตาดอลพี่จำนวนมากมาย เด็กๆ ถูกตั้งไว้ทั้งบนตู้ ข้างโคมไฟ ริมหน้าต่าง และข้างเตียงอีก 2-3 ตัว

คุณหนูเดินเข้าไปแล้วก็นั่งบนเตียง ในวันนี้ชุดของเธอมีความโดดเด่น หรูหราเช่นเคย เธอใส่ชุดยาวกระโปรงปกปิดตั้งแต่คอไปถึงกระโปรงผิวขาวสดใส ดวงตาเหงาๆ ผมยาวสีทองมีเปียมัดอยู่จุกหนึ่งที่ดิฉันเป็นคนมัดให้

SD: 13

เมื่อสำรวจดินแดนเทพมาถึงชั้นใน ผมได้พบกับกรงนกขนาดใหญ่ห้อยอยู่จึงได้เดินเข้าไปสอดส่องดู ถึงจะใช้คำเรียกว่ากรงนก แต่ผู้อาศัยเองก็ไม่ได้ถูกขัง หรือเป็นคุกของดินแดนเทพแต่อย่างใด น่าจะเป็นเพราะความชอบของเจ้าของมากกว่า

เมื่อเปิดประตูกรงเข้าไป ก็ได้เห็นภายในกรงเต็มไปด้วยหนังสือบนชั้นมากมายนับไม่ถ้วน และมีต้นไม้ใหญ่ที่มีดอกสีขาวประดับ อีกทั้งก็มีโคมไฟที่ทำจากต้นไม้ประดับทั้งทาง ระหว่างที่สำรวจนั้นก็เจอเทพธิดาผู้หนึ่ง เธอมีลักษณะที่ชวนให้สะดุดตาหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นความที่ตัวเล็ก แต่มีผมสีทองที่ยาวมาก ยากกว่าลำตัวของเธอเสียอีก แต่สองเอกลักษณ์นี้ก็ทำให้ผมจำได้ว่า เธอ ชื่อ ลิลิธ เป็นลูกสาวของทีฟาที่ผมให้การรับใช้อยู่

ลิลิธในวันนี้ใส่ชุดพริ้วไปทั้งตัวสีขาวบริสุทธ์ตามตัวมีริบบิ้นสีน้ำเงินประดับ และมีหูบนศีรษะ

ในมือของเธอกำลังอ่านหนังสืออย่างตั้งใจ ผมจึงได้เดินผ่านเธอไป เพื่อไม่เป็นการกระทบหญิงสาว แต่เธอก็ไม่ได้ปล่อยให้ผมผ่านไป เธอเรียกให้หยุด และให้ผมลงมานั่งอ่านหนังสือเป็นเพื่อนเธอ

ผมซึ่งในตอนนี้ก็ไม่มีธุระอะไรจึงได้นั่งข้างๆ และหยิบปากกาขนนกข้างหน้าออกมาเล่น

เซ็ตติ้งโลก

#1 เรื่องเก่า นักเวทย์กริมป์ ไนท์ กับหนังสือที่มีพลังเห็นอนาคตได้
Genre: Fantasy

A: โลกแฟนตาซี ที่มีเซ็ตติ้งใหม่หมด (แต่ละเมืองก็มีโลกที่แตกต่างกันไปอีก)
B: เป็นโลกที่มีศาสนจักรเวทมนตร์ปกครอง ไม่มีพระมหากษัตริย์ แต่ละเมืองแยกกันอยู่เป็นของตัวเอง แต่ถ้าเกิดข้อขัดแย้ง หรือต้องการความร่วมมือ ก็ร้องขอไปที่ศาสนจักรได้
– เผ่าพันธุ์มีแต่มนุษย์ปกติ
– มนุษย์ในตอนแรกไม่มีเวทย์ แต่เมื่อพันปีก่อนพบเวทย์ขึ้นมา จึงได้รวมตัวสร้างศาสนจักรและสั่งสอนความคิดให้คนในโลก
C: ประชากรมีพลังเวทย์อยู่ราวๆ 30% ของโลกทั้งหมด คนที่มีพลังจะได้เข้าร่วมในศาสนจักร และใช้เวทย์ในชีวิตประจำวัน
D: เป้าหมายของคน ทำงานใช้ชีวิตอยู่เพื่อตัวเอง และทำตามคำสอนของศาสนจักร
เป้าหมายของพระเอก ช่วยเหลือคนตามคำพยากรณ์ ไม่อยากเห็นคนตายต่อหน้า
ค่านิยม ศาสนจักรอยู่เหนือทุกสิ่ง เป็นคำสั่งและคำสอนเด็ดขาด นอกนั้นก็ใชีชีวิตตามปกติ

#2 Genre: Drama
“จะเกิดอะไรขึ้นถ้ากลายเป็นแมว และได้เข้าไปเจอสังคมที่ต่างจากเดิม: โลกไอดอล 49”
พลอต เรากลายเป็นแมว แต่ละตอนก็จะพบเจอสังคมต่างๆ ไป ตอนนี้จะเป็นโลกไอดอล 49 โดนเราจะได้เข้าไปเบื้องหลังของไอดอล ได้รับรู้ภาพลักษณ์ที่เลวร้ายข้างหลัง เจอแฟนคลับตามสโตกเกอร์ และขู่ฆ่า

A: โลกปรกติที่ตรรกะของผู้คนประหลาดไม่ปกติ
B: โลกปรกติ เผ่าพันธุ์เหมือนเดิม
– ประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้น ไอดอลบูมขึ้นมา วงไอดอล 49 จึงเกิดขึ้นมา และพยายามสร้างชื่อสร้างขึ้นมา โดยใช้วิธีที่ทั้งปกติและไม่ปกติ
C: ไม่มีพลังพิเศษหรือเทคโนโลยีพิเศษ
D: เป้าหมาย ต้องการให้ตนเองได้อยู่ตำแหน่งเซ็นเตอร์อันดับ 1 โดยไม่เลือกวิธีทาง
ค่านิยม ไม่กลัวการทำผิดกฏหมาย การข่มขู่ การขู่ฆ่า การแกล้ง การจ้างคนสโตกเกอร์สามารถตัดสินใจทำได้ทันที โดยที่ไม่มีความเสียใจหรือกลัวโดนจับ

#3 Genre: Fantasy: Sci-fi
“จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าโลกไม่ใช่เงินแต่ใช้การแก้โจทย์สมการแทนการจ่ายเงิน”
พลอต ประเทศไทยถูกกล่าวว่ามีประชากรที่ฉลาดน้อยที่สุดในโลก ผู้นำจึงเกิดแนวคิดใหม่ ยกเลิกระบบเงินทั้งหมด และใช้การแก้สมการ แก้โจทย์แทนเงินสดขึ้น เพื่อกระตุ้นให้ทุกคนต้องคิดทุกครั้งที่จ่ายเงิน

A: โลกปรกติของเราที่เกิดอะไรบางอย่างขึ้นจนเปลี่ยนไป
B: เป็นโลกเหมือนเดิม แผนที่ เผ่าพันธุ์เหมือนเดิม
– ก่อนเกิดขึ้น ทุกอย่างเหมือนเดิม แต่ประเทศไทยได้ถูกกล่าวว่าประชากรฉลาดน้อยที่สุด และต้องการให้พัฒนาให้ทันชาติอื่น ผู้นำจึงได้ปฏิวัติแนวทาง ยกเลิกการใช้เงินสด และให้แก้โจทย์ แก้สมการทุกครั้งที่จะใช้เงิน
– เป็นประชากรปกติ สังคมนักศึกษามหาวิทยาลัย
C: ไม่มีพลังพิเศษ มีเทคโนโลยีใหม่ที่ตีมูลค่าความรู้ให้กลายเป็นเงิน สามารถแลกเปลี่ยนซื้อขาย
D: เป้าหมาย มีชีวิตรอด และพัฒนาตัวเองให้ได้ เพื่อเอาชีวิตรอดในโลกไร้เงินสด
ค่านิยม เชื่อฟังและยอมรับตามผู้นำ แม้ว่าจะคิดว่ามันแปลกๆ แต่ก้ต้องยอมรับและเปลี่ยนแปลงตาม

การบ้านเรื่องสั้น

Genre: Fantasy

จะเกิดอะไรถ้าน้องแมวตกใจวิญญาณหลุดออกจากร่างเข้าไปอยู่ในโลกของผี

Keyword: โรงเรียน, แมว, ผี

โครงเรื่อง

  • แมวช็อกด้วยอะไรสักอย่าง – เกือบโดนรถชนตาย
  • กลายเป็นวิญญาณ มีผีเด็กเข้ามาเจอ แล้วก็พาไปโรงเรียน
  • ครูบอกให้เอาไปคืน ไม่งั้นแมวจะตาย
  • เด็กไม่ยอม แอบเอาไปซ่อน
    • ต้องมีเหตุผลทำให้เด็กมันยอมด้วย แบบว่าเป็นเจ้าของเก่า หรือผูกพันกับแมวก่อนตาย
  • ทุกคนรวมตัวกันตามหา แล้วเอาไปคืนร่าง
  • ได้เข้าร่าง จบ

Back to Top